วิกฤตการณ์ฝุ่นควันเชียงใหม่: การจัดการที่ยังสอบไม่ผ่าน

เรื่อง: ทัตติพงษ์ วงษ์สวรรค์
ภาพ: นุศรา คุณยศยิ่ง

ปัญหาฝุ่นควันนั้นมีผลกระทบต่อสุขภาพหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นอาการแสบตา ตาแดง น้ำตาไหล คอแห้ง ระคายคอ หายใจติดขัด เหนื่อยง่าย และแน่นหน้าอก จากผลวิจัยการหาความสัมพันธ์ของฝุ่นละอองกับอัตราการป่วยและเสียชีวิตของประชาชนชาวเชียงใหม่ โดยคณะวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมี รศ.ดร.มงคล รายะนาคร จากคณะวิทยาศาสตร์เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย พบว่าค่าเฉลี่ยรายวันของฝุ่นละอองขนาด 2.5 ไมครอน ในเชียงใหม่สูงกว่ามาตรฐานของสหรัฐอเมริกา 3-6 เท่า ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจในเชียงใหม่เพิ่มขึ้นทุกปี และอัตราผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งปอดต่อประชากรหนึ่งแสนคนสูงกว่ากรุงเทพฯ และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศไทย โดยพบผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นถึง 17.6% ผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งปอด อัตราต่อประชากรหนึ่งแสนคนเพิ่มจาก 9 คนในปี พ.ศ. 2545 เป็น 58.62% ในปี พ.ศ. 2546 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปีต่อ ๆ มา โดยคาดว่าฝุ่นขนาดเล็กจะทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบตัน ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น

ในปี พ.ศ. 2562 นี้ วิกฤตการณ์ฝุ่นควันในเชียงใหม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากสาเหตุหลายประการ เช่น ลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่มีหลายพื้นที่มีลักษณะเป็นแอ่ง ทำให้ฝุ่นละอองต่าง ๆ ที่พัดเข้ามา เกิดการกระจุกรวมตัวกัน และสาเหตุจากการจุดไฟเผาทั้งในขนาดเล็กหรือการเผาป่าขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดมลพิษจากที่ราบสูงถึงที่ราบลุ่ม ประกอบกับฤดูหนาวที่ผ่านมายาวนานเป็นพิเศษ  ความกดดันอากาศในภาคเหนือจึงมีสูง ทำให้ไม่มีลมบน เป็นสาเหตุให้ฝุ่นและมลภาวะกระจุกตัวอยู่ทั่วพื้นที่

โดยในทุก ๆ ปีจะมีการรณรงค์ให้ความร่วมมืองดเผาในระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน แต่ก็ยังมีหลายจุดที่ไม่ให้ความร่วมมือ โดยเฉพาะบริเวณยอดเขาสูงที่ยังมีการจุดไฟเผาป่า เพื่อผลประโยชน์ทางด้านเกษตรกรรม

ระดับความเดือดร้อนของวิกฤตการณ์ครั้งนี้ถือว่าสูงมาก และส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนตั้งแต่ระดับชุมชนถึงระดับองค์กร โดยเฉพาะองค์กรหรือหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติงานท่ามกลางฝุ่นควันดังกล่าว ทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพและเป็นปัญหาต่อร่างกายในระยะยาว ดังที่ปรากฏให้เห็นในข่าว เช่น ข่าวนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ออกมาเรียกร้องให้ทางมหาวิทยาลัยประกาศงดการเรียนการสอน เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับฝุ่นควันที่จะนำไปสู่ปัญหาต่อสุขภาพร่างกาย จนทางอธิการบดีได้รับทราบและประกาศให้งดการเรียนการสอนในระหว่างวันที่ 14-15 มีนาคม ที่ผ่านมา และจัดให้มีมาตรการป้องกันสุขภาพแก่นักศึกษาและบุคลากร ทั้งนี้ทางมหาวิทยาลัยได้ประกาศของดใช้หรือทำกิจกรรมในพื้นที่โล่งแจ้งที่สุ่มเสี่ยงต่อหมอกควันอีกด้วย

อย่างไรก็ตามการประกาศงดการเรียนการสอนก็ได้ส่งผลกระทบกับแผนการเรียนของนักศึกษา เวลาเรียนที่ต้องเลื่อนออกไปอาจทำให้ไม่สามารถเรียนให้ครบตามแผนการเรียนได้ และการเรียนชดเชยในหลายวิชาอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด เนื่องจากตารางเรียนของนักศึกษามีเวลาว่างที่ต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาที่มีเรียนทุกวันอยู่แล้ว บางวิชาจึงไม่สามารถงดการเรียนการสอนได้เนื่องจากมีความจำเป็น จึงต้องพิจารณาตามดุลยพินิจของหัวหน้าส่วนงานนั้นเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ สำหรับนักศึกษาที่พึงพอใจกับการงดการเรียนการสอน อาจพูดได้ไม่เต็มปากว่าการงดการเรียน ช่วยทำให้หลีกเลี่ยงจากปัญหาฝุ่นควันได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากฝุ่นละอองที่อยู่ในอากาศมีขนาดเล็กมาก และกระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ จึงไม่มีที่ใดที่ถือว่าปลอดภัยจากฝุ่นละอองเหล่านี้อย่างแท้จริง และหากใช้วันหยุดเรียนดังกล่าวไปกับการออกนอกสถานที่ หรือยังไปในที่โล่งแจ้งก็แทบจะไม่ต่างอะไรจากการอยู่ในมหาวิทยาลัยมากเท่าไหร่

ในด้านการดูแลและรับผิดชอบขององค์กรส่วนจังหวัดนั้น สำหรับทางเทศบาลจังหวัดเชียงใหม่ก็ได้ประสานงานกับหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเชียงใหม่ ให้มีการกระจายรถไปพ่นละอองน้ำในบริเวณจุดสำคัญทุกวัน เช่น บริเวณรอบคูเมือง อ่างแก้วในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมีการติดตั้งเครื่องวัดค่าฝุ่นละอองเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ อีกด้วย เพื่อทำการประเมินค่าฝุ่นละอองวันต่อวัน เมื่อเทียบค่าก่อนและหลังพ่นละอองน้ำ ปรากฏว่ามีค่าฝุ่นละอองลดลงบ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นที่ปลอดภัยต่อสุขภาพร่างกาย

ประชากรชาวเชียงใหม่หลายคนได้ออกมาเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่มีนโยบายการจัดการกับปัญหาดังกล่าวให้เคร่งครัดและชัดเจนกว่านี้ เนื่องจากที่ผ่านมาแม้จะมีการรณรงค์ขอความร่วมมืองดเผา แต่ก็ยังพบพื้นที่เผาป่า และไม่ได้มีการดูแลหรือเข้าไปจัดการอย่างเด็ดขาดมากเท่าไรนัก กลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจึงรู้สึกไม่พอใจกับการจัดการดังกล่าว จนเป็นกระแสไปถึงโซเชียลมีเดียที่มีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมากทั้งชาวเชียงใหม่เอง และผู้ที่มองเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในเชียงใหม่ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก นักร้องนักแสดงชาวเชียงใหม่ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวด้วยการโพสต์ถึงปัญหาดังกล่าว โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา แทค ภรัณยู นักแสดงชื่อดังชาวเชียงใหม่ ได้ลงข้อความผ่านอินสตาแกรม @tack_pharanyoo ว่า “นายกเอาไว้ก่อน (ผู้ว่าเชียงใหม่อยู่ไหน) แก้ปัญหาฝุ่นหน่อย พ่อแม่พี่น้องจะตาย…ละ” พร้อมกับติดแฮชแท็กอีกว่า #ผู้ว่าอยู่ไหนจ๊ะ #ฝุ่นเชียงใหม่ #ผู้ว่าเชียงใหม่ #สงกรานต์ปีนี้ปิดจมูกเล่นน้ำสบายใจ #นี่ละถึงไม่อยากขึ้นเชียงใหม่ฝุ่นเยอะ #ไม่ทำงานก็ออกไปครับให้คนใหม่ ๆ มาแทน โดยมีผู้คนกดถูกใจมากกว่า 31,762 คน และแสดงความคิดเห็นกว่า 146 รายการ

ขณะที่ เจเจ กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม นักแสดงชาวเชียงใหม่ขวัญใจวัยรุ่น ได้โพสต์ภาพตัวเองใส่หน้ากากอนามัย และเขียนข้อความลงในอินสตาแกรม @jaylerr เมื่อวันที่ 24 มีนาคม โดยมีใจความว่า ตนรู้สึกดีใจมากที่ได้กลับมาเยี่ยมบ้านเกิด แต่ได้พบกับปัญหาวิกฤตการณ์ฝุ่นอย่างรุนแรง ในฐานะชาวเชียงใหม่ รู้สึกไม่อยากให้ผู้คนในพื้นที่ต้องตกอยู่ในสภาวะวิกฤตเช่นนี้ และอยากให้ทางผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาจัดการกับปัญหาดังกล่าว และฝากให้ชาวเชียงใหม่ทุกคนรักษาสุขภาพตนเอง และสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นเอาไว้

ปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบเป็นวงกว้างอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกับผู้ที่มีปัญหาทางสุขภาพอยู่แล้ว โรคประจำตัวอย่างโรคภูมิแพ้ เมื่อถูกกระตุ้นโดยฝุ่น PM 2.5 จะทำให้อาการกำเริบรุนแรงมากยิ่งขึ้น เช่น มีเลือดกำเดาไหลและมีอาการหายใจไม่ออก แม้ว่าจะใช้หน้ากากป้องกันแล้วก็ตาม ชาวเชียงใหม่หลายคนได้รวมกลุ่มและแสดงจุดยืนว่าต้องการให้ทางภาครัฐ และฝ่ายปกครองเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ควร ‘เอาจริง’ กับปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงประกาศนโยบาย แต่ควรลงพื้นที่เพื่อลงมือแก้ปัญหาจริง และควรศึกษาข้อมูลปัญหาให้ละเอียดและชัดเจน เพราะจากการลงพื้นที่แจกหน้ากากอนามัยแก่ประชาชนครั้งล่าสุด พบว่าหน้ากากที่แจกให้เป็นแบบธรรมดาที่กรองได้แค่เพียงฝุ่นละอองขนาดไม่ต่ำกว่า 10 ไมครอน ซึ่งไม่สามารถกรองฝุ่น PM 2.5 ได้ จึงเป็นการแจกหน้ากากอนามัยที่ผู้รับไม่สามารถนำไปใช้เพื่อป้องกันสุขภาพตนเองจากปัญหาดังกล่าวได้

จากความเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่ายและผลกระทบดังที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่า ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาที่ควรมองข้าม และทุกภาคส่วนควรให้ความร่วมมือเฝ้าระวัง หาหนทางในการแก้ไขปัญหาให้มีประสิทธิภาพเห็นผลจริง หากจะกล่าวโทษแต่เพียงภาครัฐและองค์กรอย่างเดียวก็คงไม่ได้ แต่ควรร่วมมือกันงดเผาหรือสร้างมลพิษอากาศ คอยเป็นหูเป็นตาหากพบว่าพื้นที่ใดมีการเผาเกิดขึ้น ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบทันที ที่ศูนย์รับแจ้งเหตุ โทร 053-890-000 ตลอด 24 ชั่วโมง

ข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

เรื่องล่าสุด